BEGINNER’S GUIDE: อยากเล่นหุ้น แต่อายุน้อย โง่เลข เข้าใจช้า จน ต้องทำไง!?

สมัยนี้คนอายุน้อยเริ่มหันมา อยากเล่นหุ้น กันเยอะ เนื่องจากเงินทองสุดแสนจะเข้ายากออกง่าย แตกต่างจากน้ำหนักตัวที่ตอนกินนี้ง่ายแสนง่าย แต่ตอนเอาออกนี้ทำไมมันยากจัง และที่สำคัญเพราะเดียวนี้ถ้าจะอาศัยอยู่กินกับเงินเดือน (และเงินเก็บ)คงจะไม่พอ ไม่ทันใช้ในชาตินี้อย่างแน่นอน ในฐานะที่ครอบครัวเราเล่นหุ้นกันทุกคน และแนะนำให้เราลงทุนในหุ้นตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาลัย เราไม่ได้เป็น expert อะไรเลยทั้งสิ้น แต่อยากจะมาแชร์ข้อมูลเบื้องต้นของการเปิด port และการเลือกซื้อหุ้นเบื้องต้น แบบ basic สุด ๆ ใครที่เริ่ม  advanced แล้ว ก็สามารถไปอ่านเพจและดูวีดีโอของพี่ชายเราได้ที่ –> มาลงทุนไม่ได้มาเล่นๆ (นางเป็นเจ้าของกระทู้: จาก 2 แสน เป็น 20 ล้านในเวลาไม่ถึง 10 ปี)

เริ่มจากมี เงินเย็น

ถ้าเพื่อนเรามาถามว่า
“เห้ยแก เริ่มเล่นหุ้นยังไง?”

สิ่งแรกที่เราจะพูดเลยคือ แกมีเงินเย็นไหม? เงินเย็นคืออะไร?

เงินเย็นคือ เงินที่คุณใส่ไว้ในธนาคารและเก็บไว้ระยะยาว แบบไม่ไปยุ่งกับมันเลย และไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือแพลนจะใช้ไปทำอะไรในอนาคต เป็นเงินที่ถ้าหายไปจะไม่ให้ชีวิตเดือดร้อน  เงินนี้จะเป็นเงินที่เข้าไปในหุ้น และจะใช้ในการลงทุน

อยากเล่นหุ้น ต้องมีเงินเท่าไหร่? อันนี้แล้วแต่เลย แต่ที่รู้มาคือหลักพันก็เล่นได้แล้ว เหมือนเปิดบัญชีธนาคารธรรมดาเนี้ยละ บางที่ไม่มีขั้นต่ำด้วย ลองดูกันนะ เราเชื่อว่าทุกคนที่อ่านสามารถเปิดได้หมด เพราะค่าจ่ายเน็ตต่อเดือน หรือค่าคอมที่เอาไว้เข้าเว็บเราก็น่าจะเกินพันแล้ว555

เล่นสาย Day Trade และ Value Investment (VI)?

เราไม่รู้ว่ามีสายอะไรบ้าง แต่ที่เรารู้คือมีหลัก ๆ ที่เรารู้มีอยู่ 2 แบบ คือแบบ Day Trade และแบบ Value Investment หรือที่เค้าเรียกสั้น ๆ ว่า VI

Day Trade คือเล่นเป็นรายวัน ดูมันทุกชั่วโมง นั่งเฝ้าราคาขึ้นราคาตก ประมาณว่าเล่นแบบเก็งกำไร เห็นมันขึ้นนิดหน่อยก็ขาย พอมันตกก็รีบซื้อ คือเล่นแบบสั้น ๆ หัวใจวาย แต่ได้เงินเร็วนั่นเอง

Value Investment คือแบบที่เราเล่น ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะเราเล่นแบบเก็งกำไรไม่เป็น เราเลยซื้อหุ้นที่เราชอบ ที่เราอยากลงทุนเนื่องจาก Value มันมีค่า และวางไว้นาน ๆ ยาว ๆ นี้จะเป็นการเล่นที่ถ้าใครเล่นไม่เป็น ไม่เก่งมาก และอยากลอง เอาเงินมาลงทุนแทนที่วางไว้ในธนาคารและกินดอกเบี้ยน้อย ๆ เศร้า ๆ ก็ทำกันได้

เปิดพอร์ตหุ้น

เลือกโบรคเกอร์ (ธนาคาร)

ถ้า อยากเล่นหุ้น ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า ตลาดหุ้น ซึ่งในประเทศไทยคือ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” หรืออีตึกที่อยู่ตรงรัชดานั่นเป็นเหมือน Market place หรือตลาดกลางที่เจ้าของบริษัทที่เค้ามีหุ้นมาแบ่งขายกัน และในตลาดนี้ก็จะมีคนที่เป็นนายหน้า หรือโบรกเกอร์หลายๆ เจ้า ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางบริการในการซื้อขายหุ้น ดังนั้นใครก็ตามที่จะเล่นหุ้น ก็ต้องมีโบรกเกอร์ หรือนายหน้าที่ represent ตัวเองกันก่อน ไม่ใช่ว่าจะเข้าไปซื้อได้เลย

ส่วนการเลือกโบรกเกอร์อยู่ที่แต่ละคนเลย และแต่ความสะดวก หรือความสบายใจ เช่น เลือกเจ้าที่เป็นธนาคารที่ตัวเองทำบัญชีไว้อยู่แล้ว หรือธนาคารที่ตัวเองคุ้นเคย เพราะไปทำธุรกรรมบ่อยๆ อย่างเราเลือกธนาคารธนชาต เพราะพี่น้อง ครอบครัวเราเล่นกับธนาคารนี้ และนี้ก็เพราะบ้านเรามีร้านอยู่ที่ห้างมาบุญครอง และ headquarter ของธนาคารอยู่ตึกนั้นพอดี  เล่นตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ ก็จะมีโบรกเกอร์ที่เราติดต่อเสมอเมื่อมีคนที่บ้านเรารู้จักอยากเปิดพอร์ต เพราะเค้าจะช่วยดูแลความเรียบร้อยให้

รับรองว่าของแบบนี้ไม่มีว่าจะได้ฟรี ๆ ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ค่าคอมมิชชั่นเมื่อเราทำการเทรด นั้นก็คือเมื่อเราซื้อหุ้น ถ้าเราซื้อสัก 1000 บาท อาจจะจ่ายค่าคอมสัก 0.1% อยู่ที่  10 บาท ไรงี้ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าค่าคอมที่ถูกคืออะไร แต่จากที่อ่านมา โบรกเกอร์เจ้าที่ค่าคอมมิชชั่นเทรดถูก เช่น SBITO คิดค่าคอมถูกสุดในตลาด อยู่ที่ 0.075%  หรือเทรดหมื่นบาท จ่ายค่าคอมฯ แค่ 7.50 บาท

เลือกประเภทบัญชีที่จะใช้

ประเภทบัญชีก็สำคัญ อันนี้เราโครตงงตอนเรามาเปิดเป็นของตัวเองใหม่ ๆ เมื่อต้นปี เพราะก่อนหน้านี้เราเล่นโดยใช้ชื่อพี่ชาย เพราะอายุยังไม่ถึง

1. บัญชี Cash Balance
2. บัญชี Cash Account

Cash Balance คือ “บัญชีเติมเงิน” คือมีเงินเท่าไหร่ ก็ซื้อได้แค่นั้น  Safe สุด ๆ เราเล่นแบบนี้ เพราะชอบโง่ ๆ งง ๆ ไม่อยากติดหนี้ใคร อารมณ์เดียวกับการเติมเงินในมือถือ แนะนสำหรับคนเล่นใหม่ และยังงงๆกับการเล่นหุ้น หรือใช้  application online ใด ๆ

Cash Account ประเภทบัญชีแบบนี้ คือเหมือน credit card เบา ๆ คือการให้ทางโบรกเกอร์จะอนุมัติวงเงินให้เรายืมไปใช้เทรดได้ก่อน โดยที่เราต้องให้เงินประกันเค้าไว้ก่อน และหลังจากนั้นก็ต้องรีบหาเงินมาคืนภายใน 3 วันทำการ

เตรียมเอกสารเพื่อเปิดพอร์ต

เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็สามารถทำ online ได้ แต่ความยากคือ ทำไรผิดไปป่าววะ เราสามารถกรอกทุกอย่างบนเน็ตได้ ในเว็บ official ของแต่ละโบรคเกอร์ หรือธนาคารนั่น ๆ และปริ้นออกมาเพื่อเซ็นต์ชื่อ ก่อนจะส่งไปรษณีย์กลับไป แต่เราว่า ไม่ต้องสะดวกขนาดนั้น ยิ่งโง่ ๆ ด้วย ไปหาที่โบรคเกอร์หรือธนาคารนั่นๆเลยก็ได้ เพื่อไม่ให้เกิดความงง ผิดพลาด และการได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน เราจะได้สามารถถามเค้าเยอะ ๆ เอาให้เค้าแบบรำคาญเราไปเลย

ส่วนเอกสารที่ต้องเตรียมไป คือเบสิคมาก ๆ แนะนำให้เอาไปมากกว่า 1 สำเนา นั่นก็คือ:

  1. สำเนาบัตรประชาชน
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. สำเนาหน้า Book Bank ที่เราอยากจะ link กับพอร์ต ใช้ในการเติมเงิน และเมื่อได้เงินปันผลให้นางโอนมาบัญชีนี้

และสำหรับเราที่ทำกับธนชาต มีเป็นสมุดเล่มใหญ่ที่ให้เรากรอกเยอะมาก เยอะขนาดที่ว่า ขอเวลาไปเขียนที่บ้านแปป ของเราโชคดีคือพี่ทำงานที่มาบุญครอง เลยฝากเรื่องและฝากนางเอามาให้ได้ ไม่เข้าใจอะไรตรงไหน อย่าลืมขอเบอร์ติดต่อไว้ ไม่ว่าจะใครก็ตาม เอาเบอร์มาก่อน! เพราะรับรองว่ามีหลายคำถามที่แบบไม่รู้จริง ๆ ว่าต้องเขียนอะไร ตอบอะไร

หลังจากยื่นเอกสารไปหมด เราก็รอโบรคเกอร์ส่งข้อมูลให้เราทำ username และ passward และ pin ในการซื้อ เหมือน ATM คือ username/password เป็นบัตรให้เข้าไปดูบัญชีได้ แต่ถ้าจะทำ transaction ใด ๆ ต้องมี pin  นะจ้ะ

โหลด app: Streaming

 

เอาจริง ๆ ก็ไม่รู้ทำไมต้อง app นี้ เอาเป็นว่าไปโหลดมา เราก็จะได้เจอหน้าแรกแบบในรูป username/password  และเค้าให้เลือก broker ของเราเป็นอะไรก็ใส่ไป มันจะต้องมีอยู่ในตัวเลือกอยู่แล้ว

OUR PORT(FOLIO)

โอเค รูปนี้บอกอะไรเราบ้าง นี้เป็น Port ส่วนตัวของเรา เป็น port  ที่เราเล่นมาตั้งแต่ก่อนเช้ามหาลัย ก็น่าจะประมาณ 5 ปีกว่า ๆ ได้แล้ว ถามว่าเคยยุ่งกับมันมาก นอกจากตอนที่ซื้อแล้ว ไม่เคยยุ่งเลย ที่แน่ใจมากเพราะพี่ไม่ยอมบอก pin เรานั่นเอง นางกลัวกดผิดกดถูกอะเนอะ

สิ่งที่เราเห็นในรูปนี้คือ เราซื้อหุ้น CPALL หรือ หุ้นของ 7-11 นั่นเอง
เราซื้อตอนมัน 48.08 บาทต่อหุ้น
และตอนนี้ Market Value ที่เค้าจะจ่ายเราถ้าเราซื้อคือ 81.50
แปลว่าเราได้กำไร 69.51%

เหตุผลที่เรียกว่า Avg  ก็เพราะว่า ถ้าเราซื้อในราคาที่ไม่เหมือนกัน มันจะหาค่า Average ของหุ้นให้นั่น ๆ ให้ อย่างเช่น
เราซื้อ หุ้น CPALLมาวันจันทร์ในราคา 48 บาท 1000 หุ้น (48 x 1000 = 48,000)
และอยู่ดี ๆ หุ้น CPALL ตกไปเหลือหุ้นละ 24 บาท ในวันพฤหัส และเรารีบซื้ออีก 1000 หุ้น (24 x1 1000 = 24000) เป็นราคา 24000
ค่า Average ของเราก็จะตก กลายเป็นเรามี 2000 หุ้น แต่จ่ายไป (24000 + 48000 =) 72000 บาท
เมื่อเราลอง 72000 บาทนี้กับ 2000 หุ้นที่เรามี เราจะรู้ว่า  Average ตกเป็นเหลือหุ้นละ 36 บาท

นี้คือวิธีของคนที่มีเงินเก็บเรื่อย ๆ และซื้อหุ้นเรื่อย ๆ เพื่อเก็บไว้เก็งกำไร ถ้าตกไม่ต้องกังวลใด ๆ ถ้าเราเชื่อใจในกิจการนั่น ๆ สะอย่าง
เราแค่ซื้อเพื่อมาทำให้ค่า Average ของหุ้นตกลง นี้ก็เพื่อทำให้ต้นทุนเราถูกกว่าเดิม
ส่วน Volume ก็คือจำนวนหุ้นที่เราซื้อนั่นเอง

ซื้อ-ขาย

การซื้อขายง่ายมาก และตรงตัวสุด ๆ เลือกชื่อหุ้นที่อยากซื้อ ในเคสนี้คือ CPALL
และเลือกซื้อจำนวนที่ต้องหารใน Volume
เลือกว่าจะซื้อสักเท่าไหร่ และใส่ PIN ที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่เปิดพอร์ตกับ broker เพื่อดำเนินการ

เลือกหุ้นยังไง

“เราเลือก หุ้นปันผล และ หุ้นจากบริษัทที่ตัวเองชอบ และเป็นลูกค้า”

ถ้าใคร อยากเล่นหุ้น เราเชื่อในเรื่องนี้จริง ๆ ถ้ามีคนถามว่าแล้วฉันควรเริ่มจากซื้ออะไรดี เราบอกเสมอว่าแล้วแกชอบอะไร แกใช้สินค้าอะไร ถ้าแกเห็นมันทุกวัน แกจะไม่ร้อนอกร้อนใจ แกจะสบายใจว่า โอเคมันไม่หนีไปไหน ไม่ล้มลายและเงินแกหายหรอก เพราะแกยังเห็นมันอยู่เลย

แม่เราชอบซื้อพวกอสังหา และน้ำมัน ที่อยู่ไกล ๆ แบบที่ว่าโรงงานอยู่ไหนยังไม่รู้ และก็ไม่รู้ว่าได้เงินจากไหน ใช้ทำอะไรได้บ้าง

เราเลือกซื้อหุ้นที่เราเป็นลูกค้าโดยตรง จากที่ดูรุปข้างบน พอร์ตเราจะมี:

CPALL: หุ้น 7-11 กินทุกวัน โกโก้ปั่น กับสเลอปี้มันเนี้ย
INTUCH: หุ้นปันผลของ AIS แพงหน่อยแต่ปันผลดีมาก เป็นตัวต้น ๆ ของประเทศ
MAJOR: ดูหนังที่นี้
MINT: กิน diary queen กับ swensens บ่อย

ตอนนั้นจำได้ว่าซื้อ  CPALL ก่อนที่บริษัทจะไปซื้อ MAKRO ในราคาที่แพงมาก ๆ พอซื้อ MAKRO หุ้นก็ตกลงเหลือประมาณ 38 บาท
ทุกวันนี้ขึ้นมาเป็น 81.50  ก็เพราะเริ่มฟื้นฟู จาก big purchase ที่ไป takeover MAKRO ถ้าเรารู้ที่มาที่ไปของการขึ้นและลงของหุ้น และเราใช้เงินเย็น ที่ได้อธิบายก่อนหน้านี้ มันจะไม่ทำให้เราเดือดร้อนเลย

และอย่าง INTUCH ที่ทุกคนอาจจะเห็นในพอร์ตเราว่าเห้ยมันตกอะแกร ติดลบตั้ง 26% เราอยากบอกว่าไม่รู้สึกเลย เพราะแค่กินปันผลก็คุ้มแล้ว ที่สำคัญเรารู้เหตุผลว่าทำไมมันตก เพราะ big purchase ในการประมูล 4G

 จะรู้ได้ไงว่าหุ้นปันผลเท่าไหร่

เข้า settrade เลยจย้าาา และใส่ชื่อหุ้นเข้าไป เราใส่  INTUCH เข้าไปในนี้ และเข้า  > สิทธิประโยชน์ผู้ถือหุ้น

นางจะบอกหมดเลยว่าเดือนไหนจะออกเงิน วันไหน และได้เท่าไหร่ สำหรับ intuch ที่ได้ชื่อว่าให้เยอะ ตอนแรก ๆ จะให้ประมาณ 2 บาทต่อหุ้น
แปลว่า ถ้าเรามี 1000 หุ้น เราจะได้เงิน 2230 บาทในเดือนเมษา 24/04/15
และอีกทีปีนั้นในเดือนกันยา ในราคา 2.40 บาทต่อหุ้น หรือ 2400 บาทสำหรับ 1000 หุ้นนั่นเอง
รวมกันแล้วปี 2015 เราจะได้ 4630 บาท แต่อาจจะต้องมีหักค่าภาษีเล็ก ๆ น้อย ๆ

คือถือว่าเยอะมาก เพราะเราฝากธนาคารปีหนึงได้ไม่ถึง 2% คือไม่กีร้อยแน่นอน ไม่ทันเงินเฟ้อที่อยู่ที่ 3-5% เลยด้วยซ้ำ และนี้คือปันผล แปลว่าไม่ต้องขาย วางไว้เฉย ๆ เค้าก็ให้เป็นการขอบคุณที่ลงทุนกับบริษัทเค้า

สมมุติว่า ถ้าพอร์ตเรามีอยู่ 1000 หุ้นจาก intuch ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2015 ในราคา 70 บาท
ทุกวันนี้ INTUCH ราคาตกมาเหลือหุ้นละ 55 บาท
ทำให้จาก 70000 เป็น 55000
ขาดทุนไป 15000 บาท
แต่ถ้าเป็นเงินเย็นแล้วเราไม่รีบร้อนอะไร และเรารู้ว่า INTUCH อนาคตสดใส รอเงินปันผลสบาย ๆ

2015 เราได้ไปแล้ว (22.3 x 100o) + (2.40 x 1000) = 4630 บาท
2016 เราได้ (2.47 x 1000) + (2.13 x 1000) = 4600 บาท
2017  เราได้ (1.61 x 1000) + (1.25 x 1000) = 2860 บาท

รวมกันเป็นเงินประมาณ 12000 บาท กับการวางเงินไว้เปล่า ๆ
ถึงเราจะขาดทุนอยู่ 15000 นี้เราก็ได้คืนมา  12000 แบบนั่งเฉย ๆ รอ 3 ปี ใจเย็น ๆ นาน ๆ

ทำให้นี้คือการลงทุนแบบ Value Investment ลงทุนในแบบระยะยาวที่เราทำนั่นเองงง

 

หวังว่าทุกคนจะพอเข้าใจบ้างนะ หลาย ๆ อย่างเราก็ไม่ค่ออยรู้และเชื่อว่าสิ่งที่พูดไปอาจจะไม่ได้ถูกหมด มีอะไรเชื่อว่าไปถามพี่เราในเพจ เค้าน่าจะยินดีตอบสุด ๆ พี่เราเล่นแบบจริงจัง ดู graph อะไรงี้เลย เราแบบเข้านาน ๆ ที ตอนที่รู้ว่าเป็นช่วงปันผลของไตรมาสปีนั้น ๆ  555

และขอขอบคุณข้อมูลจาก The Matter ที่ช่วยเราสามารถ organize  ไอเดีย และคำในการเขียนบทความนี้ได้ด้วยค่ะ

เรียบเรียงโดย ohmissannabella.com

 

 

 

 

 

 

Comments

comments