นั่งรถไฟเข้ายุโรป และเที่ยวเมืองที่สงบของเอสโตเนีย (Estonia) อย่าง “ทาลลินน์” (Tallinn) กัน!

เมื่อซัมเมอร์ 2017 ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไป เที่ยวยุโรป กับเพื่อนที่มหาลัยอีก  2 คนค่าาา เป็นทริปเรียนจบที่สนุกมากก และมีความทรงจำดี ๆ มากมายกลับมา 28 วัน 6  ประเทศกับอีก 12 เมือง เที่ยวครบรสสุด แน่นอนว่าเราต้องมีอะไรมารีวิวและมาเล่าสู่กันฟังแน่นอน ! เราได้ แพลนที่จะเขียนบทความด้วยการเน้นครอบคลุมแต่ละประเทศและแต่ละเมืองที่สำคัญต่าง ๆ งั้นต่อกันที่เมืองที่ 3 ของทริปกันเลยดีกว่า!


STOP 3: TALLINN, ESTONIA

ทาลลินน์ ได้ชื่อว่าเป็นเมือง Silicon Valley ด้วยความทันสมัย และเปิดกว้างเรื่องเทคโนโลยี และการลงทุนแบบ startup ต่าง ๆ ทำให้เมืองนี้ได้ชื่อว่าไฮเทคที่สุดในยุโรปเลยก็ว่าได้! เอสโตเนียเป็นประเทศเล็ก ๆ หนึงใน 3 ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น The Baltic States หรือเมืองที่ติดกับทะเลบอลติกนั่นเอง ซึ่งทริปนี้เราได้ไปมันหมดเลย  3  ประเทศ! ก่อนหน้าที่จะถูกยึดครองโดยสหภาพโซเวียต ทั้งตอนสงครามโลกครั้งที่  2 และหลังจากนั้น เอสโตเนียกลับมาเป็นรัฐเอกราชอีกครั้งหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ต่อมาเอสโตเนียก็เข้าร่วมเป็นหนึงในประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปที่ถึงจะมีประชากรของประเทศที่น้อยที่สุด แต่มีการดึงดูดคนรุ่นใหม่มากมายเพื่อมาเริ่มสร้างธุรกิจแบบ startup กันเยอะมาก โดยเฉพาะนเมืองหลวงอย่าง ทาลลินน์ และมากไปกว่านั้นเมือง ทาลลินน์  ยังถือว่าเป็นเมืองฝาแฝดกับเฮลซิงกิ เมืองหลวงของฟินแลนด์ในเรื่องของการค้าทางทะเล ด้วยความที่อยู่คนละฝั่งของอ่าวฟินแลนด์

จริง ๆ ที่เริ่มอยากมาประเทศเอสโตเนียเลยก็เพราะว่าอยากจะมาเยี่ยมเพื่อนที่อยู่ประเทศลิทัวเนียค่ะ และถ้าให้มาแค่ 1 ประเทศก็รู้สึกมาไม่ถึงยังไงไม่รู้ก็เลยร่วมประเทศเอสโตเนียเข้าไปด้วย ตอนแรกไม่ได้แพลนจะไปประเทศลัตเวียที่อยู่ตรงกลางเลย เพราะเหมือนต้องย้อนไปย้อนมา คิดยังไงก็ไม่คุ้ม แต่กลายเป็นว่ามีโอกาสได้นั่งรถเป็น day-trip  ไปกลับ เลยถือโอกาสเก็บมัน  3 ประเทศของภูมิภาคบอลติกซะเลย ส่วนตัวแล้ว เราชอบเมือง ทาลลินน์ ที่สุดของทั้งหมด 3  ประเทศ เรารู้สึกว่าเมืองเก่าเค้าน่ารัก และดูเป็นระเบียบมากกว่า รู้สึกเดินเพลินมาก

 


SAINT PETERSBURG – TALLINN

ตอนแรกคิดอยู่นานมากค่ะว่าจะนั่งเครื่องบินไปหรือนั่งรถไฟดีนะ ตอนนั้นลองดูเห็นมีรถไฟเที่ยวหนึงที่ออกตอนเช้าและถึงตอนบ่ายๆ ก็รู้สึกว่าเออน่าลอง เพราะเข้าใจว่ารถไฟใกล้ยุโรปน่าจะเริ่มดีขึ้นและทันสมัย แต่เปล่าเลยค่ะ พลาดมาก มันเก่า ช้า และสกปรก รู้สึกผิดหวัง ดีนะที่เป็นตอนเช้าและก่อนหน้านั้นไม่ได้นอน 7 ชั่วโมงที่นั่งเลยไม่ทรมานมาก ตอนที่รู้สึกว่าตื่นเต้นและระทึกขวัญนิดหนึงคือตอนที่ข้ามแดนค่ะ จากรัซเซียเข้ายุโรปไปประเทศเอสโตเนีย ที่เมือง  Narva ค่ะ ตอนนั้นคือรู้สึกกลัวมากเพราะฝนทั้งตก รถไฟเก่า อยู่ดี ๆ ก็หยุดและมีหมาตำรวจเต็มไปหมด ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังที่เรากำลังลี้ภัยเลย คือถ้าเราไปคนเดียว เรามีหวังร้องไห้แน่นอน555

การซื้อตั๋วก็ง่ายแสนง่าย ง่ายจนกลัวไม่ได้ไปมาก แต่พอนางหักเงินจากบัตรเครดิตก็โอเคโล่งใจไปนิดหนึง เราซื้อจาก RussainRial ค่ะ จะบอกว่าสถานนีรถไฟใน Saint Petersburg คืออยู่ใจกลางเมืองมากจริง ๆ เราเดินผ่านทุกครั้ง เพราะนางอยู่ตรงถนนหลักอย่าง Nevsky Prospect เลยที่สำคัญคือถ้าเรามีตั๋วมาแล้ว ก็แค่ปริ้นมาค่ะ ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก แค่เอากระเป๋าผ่าน  security check ดูตารางรถไฟว่าอยู่เบอร์ไหน และไปชานชาลาหมายเลขนั่นๆ  ค่ะ

อันนี้คืออีเมลที่ส่งมาเป็น  confirmation พร้อมมีไฟล์ pdf ให้เราปริ้น

คือจากรูปอาจจะดูเหมือนไม่ได้เก่าอะไร แต่มันเก่าอะ ยิ่งเพราะนั่ง ​Sapsan มาอย่างดีจากมอสโก คืออันนี้ let down มาก  ห้องน้ำแบบเห็นแล้วไม่อยากเข้าเลยย ตม.ของรัสเซียจะโหด ๆ หน่อย และของเอสโตเนียมีความเป็นมิตรมากกว่า มีการถามว่าจำไปไหนกันหรอ มาจากที่ไหน และนางเคยไปประเทศไทยด้วยก็เลยมีการยิ้ม ๆ ด้วยความที่เราไม่เคยข้ามประเทศด้วยรถไฟแบบที่ไม่ได้อยู่ใน EU เรารู้สึกเกรง ๆ ทุกครั้งที่รถหยุด เพราะมันหยุดบ่อยมาก และคนในรถน้อย ไม่มีใครเป็นมิตร หรือดูเหมือนมาจากเอเซียเลย ฟังภาษาเค้าก็ไม่ออก ก็ไม่รู้ว่าเค้าต้องการให้เราลงไปยื่น passpoer เองไหม รอและเกรงทั้งชั่วโมงที่รถไฟข้ามประเทศ สรุปคือไม่ต้องลงค่ะ นางจะมาเอา passport ไป 2 ที ครั้งแรกเพื่อ  stamp ออกจากรัสเซีย ครั้งที่  2 จะมีตม.ยุโรปขึ้นมาดูหน้าและก็ถามนู้นถามนี้นิดหนึงเหมือนในสนามบินและก็ stamp ให้เข้า น่ารักมากตรงที่ stamp  เป็นรูปรถไฟ

อันนี้เป็นวีดีโอเพิ่มเติมที่เราถ่ายลง Ig Story ในวันนั้นค่ะ พอดีวุ่นวายมากเลยแทบไม่ได้ถ่ายรุปหรืออัดวีดีโอดี ๆ ในกล้อง ได้เป็นคลิปสั้น ๆ แบบนี้แทน


ACCOMODATION

เราเลือกที่จะพักอยู่ใกล้ ๆ กับท่าเรือของเมือง เพราะอีกไม่กีวันจะนั่งเรือข้ามฝากไปเที่ยวเมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์อย่าง เฮลซิงกิ กับการเลือกโรงแรมครั้งนี้เราใช้ booking.com ค่ะ ตอนแรกก็มีปัญหาอยู่นิดหนึงว่าต้องไปเอากุญแจถึงในตัวเมืองแล้วลงมาจากรถไฟกระเป๋าหนัก ก็เลยตัดสินใจให้เค้ามาฝากไว้ที่ตู้ Omniva ค่ะ เหมือนเป็นตู้วางของที่วางไว้อยู่ที่สำคัญ ๆ ของตัวเมืองอย่างสถานีรถไฟ เราแค่ใส่รหัสที่เค้าส่งมาให้ก็จะได้รับกุญแจและข้อมูลของห้องอพาร์ทเม้นท์ที่เราจะไปอยู่ค่ะ ตอนแรกที่เลือกเอาไว้ คือเข้าใจว่าน่าจะสามารถเดินจากสถานนีรถไฟไปที่พักได้ เรารู้แล้วไม่ไกลมาก ประมาณ 15-20 นาที แต่ดันไม่รู้ว่าต้องลงบันไดที่ไม่มีบันไดเลื่อนให้ แถมกระเป๋าเพื่อนเราหนักมาก ก็เลนต้องยอมนั่งแท็กซี่กันไป แต่พอเห็นห้องแล้วก็สบายใจเลยค่ะ สวยมากกก ห้องมีทั้งห้องอาหาร และมีระเบียงให้ด้วยย ชอบมาก ๆ

เราว่าห้องพักและโรงแรมที่นี้ค่อนข้างสวย ทันสมัยไปด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ และที่สำคัญคือดู modern และ  chic มาก เราเห็นหลายโรงแรม ราคาไม่แรงมากค่ะ อยากให้ลองกันมาดู

อันนี้คือทางเข้าตอนเข้ามาก็จะมีห้องน้ำอยู่ด้านขวา และกระจกบานใหญ่ด้านซ้านทำให้ห้องดูให้ขึ้น สามารถเลื่อนเป็นที่วางของได้ด้วย

อันนี้ห้องน้ำ ซึ่งเรามีปัญหากับมันมากก เพราะว่าไม่มีประตูปิด ทำให้อาบน้ำทีไรอย่างกับน้ำท่วมบ้าน555

ที่คือห้องนอน นอนได้  2 คน  ห้องรับแจกสามารถทำให้เป็น sofa bed และนอนเพิ่มได้อีก 2 คนค่ะ

อันนี้คือระเบียงค่ะ ถ้ามองออกไป ทางซ้ายจะเป็นทะเลอ่าวฟินแลนด์ ส่วนทางขวาจะเดินเข้าเมืองเก่าค่ะ เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มาก เดินไปไหนมาไหนไม่ไกลมากเท่าไหร่ค่ะ

นี้เป็นห้องรับแขก ที่กว้างและฟินมากในการจัดกระเป๋าเดินทางที่แสนจะใหญ่ของคุณนาย 3 คน

ส่วนอันนี้ก็เป็นห้องครัวค่ะ ที่เราก็พยายามทำมาม่ากันกินบ้าง แต่ก็แทบไม่ค่อยได้ใช้ค่ะ


จริง ๆ ตัดสินใจว่าจะอยู่ที่นี้สัก 4 วัน 3 คืน แต่วันแรกที่ถึงตอนเที่ยงก็เดินกันจนหมดเมืองเก่าภายใน 1 วัน เพราะเมืองเล็กมาก ก็เลยตัดสินใจว่าอีกวัน แทนที่จะไปนอกเมืองดูพิพิธภัณฑ์ที่เราเองก็ไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ เลือกที่จะนั่งรถบัสไป เมืองหลวงของประเทศลัตเวียอย่าง ริกา (Riga) เดียวข้อมูลจะอยู่บทความต่อไปนะคะ

เราเอารูปมาให้ดูกัน เมืองเก่าทาลลินน์ ให้ความรู้สึก  medieval อย่างแม้จริง รู้สึกเค้าคงความดั้งเดิมเอาไว้ ตั้งแต่ตัวตึก สีสันที่สดใส จนไปถึงถนนที่เป็นหิน cobblestone ค่ะ อาจจะเพราะด้วยเหตุผลนี้ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในเมืองเทพนิยาย และเมืองนี้ก็ได้รับการจัดลำดับจากองค์กรยูเนสโก (Unesco)ให้เป็นเมืองมรดกโลกเพราะคงความงามของบ้านเมืองเก่าแก่ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวกันมากมาย

โชคดีมาก ๆ ที่วันที่ไปถึงแดดออก อากาศดีมาก เพราะอีกวันดันฝนตกเลยไม่ได้เที่ยวเลย ติดอยู่ในบ้านและในห้างอย่างเดียว เสียดายมาก ๆ ที่ไม่ค่อยได้เดินเที่ยวเท่าที่ควรเพราะอีกวันก็เลือกที่จะไปเที่ยวประเทศลัตเวียแทน

St. Olaf’s Church

จริง ๆ แล้วในเมืองเก่ามีอะไรให้เดินดูเยอะมากค่ะ แต่ที่แน่ ๆ คือต้องเห็น landmark อันนี้ หรือ  St. Olaf’s Church ค่ะ  หรือโบสท์ที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ชื่อที่มาก็มาจากพระมหากษัตริย์แห่งนอร์เวย์ อย่าง สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟที่ 2 อีกทั้งมีความสำคัญในสงครามเย็น ที่สายลับ  KGB ของโซเวียตได้ใช้โบสถ์ที่มีความสูงนี้ในการกระจ่ายข่าวสาร และใช้ในการตรวจตราผู้คน

Town Hall Square

เดินมาเรื่อย ๆ ก็จะมาถึงตรงกลางอย่าง Town Hall Square ที่มีร้านอาหารดัง ๆ ของเมืองเยอะมาก ที่นอกจากจะอร่อยและคนรู้จักเยอะแล้ว ยังเก็บกว่าเป็น  Medieval ไว้ ทั้งในการตกแต่ง จนกระทั้งพนักงานที่แต่งตัวเหมือนอยู่ในช่วงยุคกลางเลยด้วย ร้านอาหารชื่อดังมีตั้งแต่ ร้าน III Draakon ที่ดูเหมือนกินในความมืดกับแสงไฟเลย เปรียบเสมือนสมัยยุคกลางที่ยังไม่มีไฟฟ้ากันใช้

แต่ถ้าใครอยากรับลมรับแดด ก็มีร้านอาหารมากมายกลางลาน Town Hall ให้เลือก กลัวหนาวกลัวลมเค้าก็มีผ้าห่มให้ สบายยยยเว่อร์

Alexander Nevsky Cathedral

อันนี้เค้าไม่ได้ไปปป เค้าเอารูปมาจาก internet อีกที อันนี้เรางงมากว่าทำไมตอนเราเดินไม่เห็น หรืออาจจะเห็นและรู้สึกเฉย ๆ เพราะเพิ่งออกมาจากรัสเซียหรือเปล่า เลยเริ่มรู้สึกเฉย ๆ กับสถาปัตยกรรมแบบนี้ แต่เจ้าโบสถ์นี้มีตัวแม่อีกที่ที่เมืองหลวงของประเทศ Bulgaria อย่าง Sofia ค่ะ

Picture credit: 1zoom.me

Olde Hansa

เราเลือกที่จะมากินอีกร้านข้าง ๆ ชื่อ Olde Hansa ค่ะ เพราะเห็นคนที่นั้นบอกว่าควรมาที่สุด และที่ไปก็เพราะมีเพลงดนตรีสดของยุคกลางเล่นหน้าร้านด้วย ร้านตกแต่งน่ารักมาก ไม่ได้มืดหรือดูแคบเหมือน III Draakon อาหารค่อนข้างราคาแพงอยู่ค่ะ และเราก็ถามเค้าว่ามีอะไรแนะนำ เค้าก็แนะนำไวน์ที่เรากินไม่ค่อยเป็น ส่วนสลัดผักเค้าจะมีผักแปลก ๆ เยอะ ที่กินยาดหน่อย ๆ สำหรับเราอาหารเฉย ๆ ค่ะ แต่เพื่อนเราลองเนื้อกวาง บอกอร่อยดี

เราสั่งแซลม่อน เพราะคิดว่าน่าจะปลอดภัยสุด สรุปก็ไม่อิ่มอยู่ดี แต่น้ำซอสราดอร่อยอยู่

 Sfäär Resto & Store

วันแรกที่มาถึงเมือง หลัวจากเก็บกระเป๋าอะไรเสร็จแล้วก็เดินมากินที่นี้เลย ดู google map  เอาว่ามีร้านไหนใกล้ ๆ บ้านบ้าง บรรยกาศน่ารักค่ะ ความรู้สึกเหมือนคาเฟ่สไตล์สแกนดิเนเวีย การบริการก็น่ารัก มีการแยกบิลให้เราด้วย คิดเป็นคน ๆ ไป ด้วยที่เพิ่งเข้ายุโรปทุกคนมีแต่แบงค์ใหญ่ ที่อยากแตก นางไม่มีแต่ก็พยายามหามาถอนให้ ทำให้รู้สึกว่าคนที่นี้น่ารักกว่าที่รัสเซียที่จะดูใจร้อน หน้าบึ้ง ไม่เป็นมิตรเท่า ที่สำคัญ ทุกคนที่นี้พูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ


จริง ๆ ตอนแรกถ้าฝนไม่ตกและไม่ได้ไปลัตเวีย  เราก็ว่าจะไปเที่ยวนอกเมือง แต่ความขี้เกียจก็ชนะ และไม่ได้ไปในที่สุด สำหรับที่เที่ยวก็มี

Kadriorg Palace

เป็นเหมือนพระราชวังเก่า ที่ตอนนี้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชที่ 1 แห่งรัสเซีย ที่สร้างเมือง  Saint Petersburg ที่เราไปเพิ่งไปมากัน เพราะเมื่อก่อนประเทศเอสโตเนียก็ร่วมอยู่ในอาณาเขตของรสเซีย พระราชวังนี้ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นสไตล์บาร็อกโดยสถาปนิคชาวอิตาลี  แต่ปัจจุบันนี้ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานศิลปะทั้งภาพวาด งานปะติมากรรมต่าง ๆ โดยที่จะแตกต่างออกจากอีกตึกที่อยู่ข้าง ๆ ที่ออกไปทางสไตล์ modern อย่าง  KUMU

MAY-SEPT: 10AM – 6PM Wednesdays are until 8PM, closed every Monday
OCT-APRIL: 10AM – 5PM. Closed every Monday and Tuesday
ธรรมเนียมค่าเข้าก็ตกคนละ 5.5 ยูโร

Credits: visittallinn.ee

ส่วนข้าง ๆ ก็จะมีพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่อย่าง KUMU Art Museum

Credits: visittallinn.ee

อีกร้านอาหารที่น่าสนใจและเกือบจะไปแล้วถ้าฝนไม่ตกคือ ร้านชื่อ F-Hoone ค่ะ ดูเป็นคาเฟ่น่ารัก ๆ


อย่างปิดท้ายด้วยรูปของอาหารในวันฝนตกที่ติดอยู่ในบ้าน ก่อนอีกวันจะนั่งรถบัสไปเที่ยวลัตเวียค่ะ

Blueberry ที่นั้นถูกมากกกก ก็ต้องกินสักหน่อย

พระอาทิตย์ตกแล้ว กว่าจะตกก้ประมาณ 3 ทุ่มกว่า ๆ ในฤดูร้อน


เรียบเรียงโดย Ohmissannabella

Comments

comments