หลงเสน่ห์ “เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” เมืองหลวงของจักรวรรดิรัสเซีย

เมื่อซัมเมอร์ 2017 ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไป เที่ยวยุโรป กับเพื่อนที่มหาลัยอีก  2 คนค่าาา เป็นทริปเรียนจบที่สนุกมากก และมีความทรงจำดี ๆ มากมายกลับมา 28 วัน 6  ประเทศกับอีก 12 เมือง เที่ยวครบรสสุด แน่นอนว่าเราต้องมีอะไรมารีวิวและมาเล่าสู่กันฟังแน่นอน ! เราได้ แพลนที่จะเขียนบทความด้วยการเน้นครอบคลุมแต่ละประเทศและแต่ละเมืองที่สำคัญต่าง ๆ เริ่มต้นด้วยมอสโก และนี้ก็มาถึงเมืองที่  2 อย่าง “เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” ก่อนนั่งรถไฟเข้ายุโรปไปเมืองหลวงอย่าง ทาลลินน์ ของประเทศเอสโตเนียค่ะ

STOP 2: SAINT PETERSBURG, RUSSIA

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นเมืองหลวงเก่าของจักรวรรดิรัสเซีย และเป็นแหล่งร่วมอารยธรรมที่มนต์เสน่ห์ และสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ พูดง่าย ๆ เลยว่า คือไม่มาเมืองนี้ไม่ได้จริง ๆ และเป็นเมืองที่ต้องมาสักครั้งในชีวิต ตัดมอสโกออกไปได้เลย เพราะที่นี้มันอลังกว่ามากกก  เมืองนี้ได้ถูกสร้างขึ้นโดย พระเจ้าปีเตอร์มหาราช หรือ ปีเตอร์ เดอะ เกรตแห่งรัสเซียนั่นเอง ที่สร้างเมืองนี้ก็เพราะติดกับคาบสมุทรบอลติกใกล้กลับ ประเทศฟินแลนด์ และดูจะเป็นเมืองที่ได้เปรียบหลาย ๆ อย่างทั้งการค้า และการสู้รบ พระองค์เกิดหลงไหลพื้นที่นี้มากถึงกับมีคำสั่งให้สร้างเมืองขึ้นบริเวณนี้ทันที ทำให้เป็นเมืองเซนต์ปีเตอร์บิร์ก ที่แสนจะใหญ่โตสมกับเป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อโชว์พลังอำนาจของกษัตริย์รัสเซีย นอกจากนี้เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กยังถือว่าเป็นเมืองแรกของรัสเซียที่ได้สร้างขึ้นในแบบ “ยูโรเปียน” อย่างแท้จริง นี้ก็เพื่อจะแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจของยุโรปประเทศอื่น ๆ อย่างอังกฤษและกรุงลอนดอน และอัมสเตอร์ดัม ของชาว Dutch ในสมัยนั้น

การเดินทางจาก มอสโก – เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

สำหรับเมืองนี้ เราและเพื่อน ๆ อยู่กัน 5  วัน 4 คืน แต่เที่ยวเต็มวันจริง ๆ คือ 3 วัน ส่วนหน้าหลังเดินทางมาและไปอีกที่ วันแรกนั่งรถไฟความเร็วสูง MOSCOW-ST.PETERSBURG ที่ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง ชื่อว่า SAPSAN ค่ะ อันนี้ดีจริง ๆ รถใหม่ สะอาด และขับนุ่มมาก ๆ 3 ชั่วโมงผ่านไปเร็วจริง ๆ

 

เค้าจะมีให้เลือกทั้งนั่งแบบไม่หันหน้าเจอกันสำหรับคนที่มากันแค่  2 คน หรือใครที่มากัน 4 ก็สามารถเลือกแบบหันหน้าเข้าหากันได้ค่ะ

อันนี้เราก๊อปจากที่เราจองจากเว็บ Russian Railways เราเลือกเวลาบ่าย ๆ จะได้ไม่เช้าและรีบเกินไป

 

 

หลายคนอาจจะถามว่าการนั่งรถไฟมีข้อดีข้อเสียยังไง เราว่ามันดีตรงสะดวกสบาย และไม่กินเวลาเท่าเครื่องบิน ถึงแม้นี้เป็นความเร็วสูงยังใช้เวลา  3 ชั่วโมง แต่ถ้าคิดจริง ๆ เราไม่ได้ต้องไปสนามบินที่อยู่นอกเมือง เผือเวลา check in อะไรเลย ส่วนใหญ่สถานีรถไฟจะอยู่กลางเมืองเลย ยิ่งเรามีที่พักที่อยู่กลางเมืองด้วยแล้ว แทบจะไม่ถึง 15 นาทีก็ถึง อีกอย่างที่ชอบคือเรื่องน้ำหนักกระเป๋า ใครที่อาจจะเที่ยวแค่ในรัสเซียและจ่ายค่าตั๋วในประเทศแบบ low cost และคิดว่าเออถูกดี แต่ถ้ามาบวกกับราคาที่ต้องโหลดกระเป๋า เพราะเราคงเอาของไปเยอะอยู่เนื่องจากไม่ได้ไปแปปเดียวเนอะ รถไฟจะเป็นตัวเลือกที่สบายใจกว่า เพราะนางไม่สนน้ำหนัก และเรื่องไม่มีที่วางเราก็แอบห่วง แต่เอาจริง ๆ ไม่ต้องห่วงเลย เพราะมีที่ให้วางแน่นอน จะเป็นตรงตู้วางหรือทางเดินนางก็บอกวาง ๆ ไปเหอะ และไม่ต้องห่วงเรื่องจะโดนคนถือกระเป๋าออกไปผิดหรือเปล่า เพราะรถไฟสายนี้เป็นสายตรง ไม่หยุดที่ไหนเลย ถ้าจำไม่ผิดถ้ามีหยุดก็มีแต่รับขึ้น ทำให้ถ้าคนจะลงก็ลงพร้อมกันหมดค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียมไปคือ เราต้องจองไปก่อน จากเว็บที่ให้ข้างบน และแนะนำให้ปริ้นออกมาเป็นกระดาษ ตอนแรกเราขี้เกียจปริ้นมาก เพราะขี้เกียจถือไปถือมา แต่เค้าจะมีการ scan barcode และบางทีตอนนั้นวุ่นวาย ต้องมาเปิดมือถือและหาเน็ตเปิดเมลอีก เราว่าปริ้นไปแล้วยื่นให้เค้า scan จบ ดีกว่า

พอถึงแล้วเราก็เข้าที่นอนกันเลยย ที่นี้เรานอน AIRBNB ค่ะ จะบอกว่าห้องดีมาก แต่แอบรู้สึกว่ามีฝุ่นนิดหนึง ตอนแรกคิดว่าไกลไปหน่อยเพราะเดินกับกระเป๋า และพอไป ๆ มา ๆ คิดว่าโอเคมาก  เพราะถึงจะไม่ได้อยู่ตรง Nevsky Prospect หรือถนนสายหลักที่มีทุกอย่างของนางเลย แต่ก็อยู่ออกมาหน่อย ได้ความสงบ และเป็นความส่วนตัวกว่า ของเราจะอยู่แถว  residence เลย ชอบที่มี super ให้เลือกเยอะมาก และ 24 ชม.ด้วย อันนี้เป็นรูปของที่พักเราจาก Airbnb ค่ะ รูปค่อนข้างเหมือนจริง

 

 

ส่วนราคา เราก็ว่าโอเคมาก ตกคนละ 5100 บาท อยู่ 4 คืนก็คืนละไม่เกิน 1300

คือจากที่บ้านจริง ๆ จะเดินไปถนนสายหลักสำหรับเราก็แอบต้องเดินนิดหนึง แต่เพราะเพื่อนเราชอบเดินและอากาศมันโอเคก็เลยพอไหว แต่บางทีก็จะนั่ง uber เอา เท่าที่ดูบิลมา ไม่เกิน 236 Rubles และต้องหาร  2 อีกเหลือแค่ 115 บาท เราว่าราคาเท่าประเทศไทยเลยยย

 

อันนี้ตัวอย่างที่จะไปขึ้นเรือเที่ยวพระราชวัง Peterhof ที่ขึ้นเรืออยู่สุดสายของถนนเลย ยังราคาแค่ 265 Rubles หรือหาร 2 เป็น 130 กว่าบาทเองค่ะ เพื่อนนั่งไปด้วยอีก 2 คน ก็ตกคนละ 40 บาทนิด ๆ เองอะ คิดดูวววว เราว่ามันราคาเท่าประเทศไทยเลย หรือเผลอ ๆ ถูกกว่านิสๆ ด้วย เพราะยังไม่หาร 2 เป็นเงินไทยเราก็ว่ายังโอเคอยู่เลย


DAY 2 and 3 – Nevsky Prospect

Nevsky Prospect

ถนนสายหลักนี้สำคัญกว่าที่เที่ยวสะอีก เพราะมันเป็นถนนที่ผ่านที่เที่ยวสำคัญ ๆ ทุกที่ นี้เป็นถนนหลักที่เรียกว่าเป็นถนนสายแรกที่พระเจ้าปีเตอร์มหาราชได้สั่งให้สร้างขึ้น ทำให้สถานที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ อยู่ตรงถนนนี้หมด

เห็นดาวนั้นไหมมม ตั้งแต่ Hermitage จน Savior on the Spilled Blood  ก็ต้องเดินมาจากถนนนี้หมดดดด

ทำให้วันแรกของการเที่ยวเมืองนี้ต้องยกให้ถนนนี้อย่างเดียวไปเลยเต็มวันนน กว่าจะเดินหมดก็หมดวันแล้วจริง ๆ แต่ดีที่วัน ๆ หนึงมีแสงพระอาทิตย์เกือบถึง 4ทุ่ม เดินช้อป เดินถ่ายรูป ถ่ายกิน คือสบายมว๊าก นี้เราถ่ายรูปของท้องฟ้าตอนประมาณตี  1 กว่า ๆ คือสว่างมากกก ตอนแรกก็นึกว่าหรือไฟหรือเปล่า แต่จริง ๆ เหมือนท้องฟ้าไม่ได้มืดสนิทเหมือนในฤดูหนาว

1. Kazan Cathedral

ตั้งอยู่ริมถนนกันเลยกับมหาวิหารคาซาน เราไม่ได้เข้าๆปนะคะ เพราะคิดว่าข้างหน้าเห็นทั้งตัววิหารก็สวยแล้ว เลยไม่ทราบว่ามีเข้าไปทำอะไรบ้าง หรือราคาตั๋วค่าเข้าเท่าไหร่ แต่จากที่หามาก็ดูเหมือนจะเข้าฟรีเนอะ ถ้าใครมีเวลาชอบเดินดูคึกสวย ๆ ก็ลองไปเดินดูกันน้าาเวลา

เวลาทำการ:
จันทร์-ศุกร์ 
8:30 – 20.00
เสาร์อาทิตย์ 6:30-20:00

2. Savior on the Spilled Blood

Savior on the Spilled Blood หรือที่คนไทยเรียกว่า โบสถ์แห่งหยดเลือด โอ้ยยย ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี สวยมากกก ที่นี้สวยจริง ๆ สวยกว่า St Basil’s Cathedral ที่มอสโกอีก ตอนแรกนึกว่าเพราะที่มอสโกจะสีแดงอาจจะดูเด่นและงดงามกว่า แต่มาของจริง Savior on the Spilled Blood ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กสวยแบบละเอียดอ่อนมาก สีอาจจะสดสู้ที่มอสโกไม่ได้ก็จริง แต่ต้องหันไปมอง เพราะตัวตึกเหมือนจะมีประกายทองยังไงไม่รู้ค่ะ ที่พอมีแดดมาจะดูสว่างและประกายเงางามมาก เจ้าตัวโบสถ์นี้ไม่ได้ติดอยู่กับถนนหลักเหมือน Kazan Cathedral เมื่อกี้นะคะ ต้องเดินเลี้ยวมาตามคลองที่เชื่อมกับถนนหลัก nevsky prospect หน่อย แต่เชื่อว่าเพราะโบสถ์ใหญ่ ยังไงก็เห็น และพอเห็นเท่านั้นละ จะแบบ โอ้โห รีบเดินไปดู ของเราเห็นครั้งแรกตอนพระอาทิตย์จะตกดิน และมีคนเล่นดนตรีสดเพราะ ๆ ใกล้ ๆ คือฟีลตอนนั้นแบบมีความสุขมาก

เพราะชอบตึกนี้เป็นพิเศษเลยตั้งใจว่าจะเข้าไปดูซะหน่อย เราได้ดูวีดีโอของ Rick Steves ผู้เชี่ยวชาญในการเที่ยวยุโรป เห็นเค้าบอกว่าถ้าอยากเข้าพิพิธภัณฑ์ หรือสิ่งก่อสร้างอะไรก็แล้วแต่ที่มีคิวยาว ให้ดูข้าง ๆ รอบ ๆ ว่ามีตู้ขายตั๋วไหม ส่วนใหญ่ที่ดัง ๆ อย่าง Savior on the Spilled Blood  หรือ The Hermitage จะมีค่ะ และก็ซื้อเองกับตู้ได้เลย ไม่ต้องไปต่อคิวให้นาน คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็ต่อ พอเราเห็นคู้เลยรีบเดินเข้าไปเลย จะประมาณนี้ค่ะ เห็นไหมว่าคิวแทบไม่มี ผิดกับต่อแถวตู้ขายที่มีคน

 

อันนี้บรรยากาศข้างใน สวยและดูคลั่งเหมือนโบสถ์แบบ Orthodox จริง ๆ ค่ะ คือจะมืดครึ้มและแลดูศักดิ์สิทธิ์มาก

อันนี้เป็นคลองที่อยู่จ้างหน้ากับตัวโบสถ์ ถ้าเดินตรงไปก็จะไป ตัวถนนนี้จะไปบรรจบกับถนนสายหลักอย่าง nevsky prospect ค่ะ ตอนเดินคือลมจะเย็น ๆ เพราะเดินถนนริมคลอง อากาศชิว ๆ มีคาเฟ่ข้างทาง และร้านอาหาร พร้อมคนเล่นดนตรีสดเต็มไปหมด เพลินมาก

ประมาณช่วงกลาง ๆ ของถนน เราและเพื่อนไปเจอตู้ถ่ายรูปแบบ vintage ยังงี้ เคยถ่ายทีหนึงที่ปารีส มีที่นี้ก็ต้องไม่พลาดแน่นอนน

จะไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่ แต่ไม่แพงค่ะ จำได้ว่ามันแอบเร็ว ยังไม่ทันตั้งท่าก็ถ่ายแล้ว555 อย่างที่เห็นก็จะได้เห็น 4 รูป ได้โพส 4 ท่าค่ะ

3. Hermitage Museum

เราเดินมาที่นี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกเดินตรงมาจากถนน nevsky prospect อีกครั้งเดินมาจากข้างหลังของโบสถ์ Savior on the Spilled Blood  เพราะมันขนานกันค่ะ เรากับเพื่อนไม่ได้เข้าไปอันนี้ เพราะส่วนตัวพวกเราไม่ค่อยจะ appreciate ศิลปะกันเท่าไหร่ และคิวยาว เห็นและขี้เกียจเลย จริง ๆ แนะนำให้เข้าไปกันดูนะคะ เพราะพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมี collection ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

ขอบอกว่าพิพิธภัณฑ์หรูหรา ยิ่งใหญ่อลังการ ถูกสร้างขึ้นในปี 1764 จากจักรพรรดินีแคทเธอรีนที่ 2 แห่งรัสเซีย ที่ได้โอกาศเหมาซื้อ  collection ศิลปะขนาดใหญ่จากพ่อค้าคนเบอร์ลินอย่าง Johann Ernst Gotzkowsky และได้เปิดสู่สาธารณะในปี  1852

เหตุผลที่ต้องมีขนาดใหญ่มากขนาดนี้ก็เพื่อแสดงถึง Power หรืออำนาจ และความรุ่งโรจน์ของซาร์ หรือจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิรัสเซีย ที่เริ่มเก็บรวบรวมภาพเขียนชื่อดังไว้มากมายจากทั่วทุกมุมโลก และกลายมาเป็นการจัดหมวดหมู่ของสะสมให้เข้าที่เข้าทางกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์

ภายนอกของพระราชวังใช้โทนสีเขียวขาวด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก ตัวอาคารมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชั้น ที่ใหญ่โตมาก เฮอร์มิเทจประกอบไปด้วยอาคาร หลัง สร้างเชื่อมต่อกัน คือ พระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace) อาคารเล็ก (Small Hermitage) อาคารเก่า (Old Hermitage) อาคารใหม่(New Hermitage) อาคารโรงหนัง (Hermitage Theatre)

ภายในมีห้องต่างๆ มากกว่าพันห้อง ที่เต็มไปด้วยศิลปะภาพวาดและโบราณวัตถุล้ำค่ามากมายจากจิตกรเอกที่โด่งดังของโลก มากกว่า ล้านชิ้นค่ะ เยอะขนาดที่ว่ามีคนบอกกันว่าถ้าสมมุติว่าใช้เวลาดูวันละ ชมดูเพียงอย่างละ นาที ต้องใช้เวลาทั้งหมด 15 ปีถึงจะดูได้ครบ คิดดูววววว 

สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ติดตัวคือ พิพิธภัณฑ์ปิดทุกวันจันทร์นะจ้าาา และถ้ามีบัตรนักเรียนนักศึกษาได้เข้าฟรี สำหรับคนทั่วไป ถ้าไปในวันพฤหัสแรกของเดือนก็จะได้เข้าฟรีด้วยอะ เก๋มากก

 

4. St. Isaac’s Cathedral

ด้วยความที่อยู่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอะเนอะ ความอลังก็ต้องมา นี้เป็นวิหารที่เชื่อว่ามีการตกแต่งอลังการมากที่สุด ยอดโดมฉาบด้วยทองคำแท้ 100 กิโลกรัม และภายในใช้หินอ่อน และยังมีใช้หินอื่นๆ มากกว่า 43 ชนิด แต่เดิมเคยเป็นที่ประกอบพิธีอภิเษกสมรสของกษัตริย์ปีเตอร์มหาราช และพระนางแคทเธอรีน แต่เดียวนี้ก็ได้เปิดให้คนธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ เข้ามาดูกันได้ แต่เพราะเราธรรมดาเราเลยไม่เข้า ดูข้างนอกเอาค่ะ 555 เท่าที่เห็น บรรยกาศข้างนอกน่ารักมาก มีคลาสเด็กนักเรียนมาวาดรูป เพราะเป็นช่วงฤดูร้อน อากาศดีด้วย ไม่หนาว หรือร้อนไป เหมือนเปิดแอร์ และแดดก็ดี ทำให้คนออกมาใช้เวลาข้างนอกกันเยอะ นาน ๆ ทีอะเนอะ 

 

 

 

แต่ละคนวาดกันได้สวย แตกต่างกันไปมากค่ะ ชอบเข้าไปแอบดูเค้าวาด สวยดี 555

5. Bronze Horseman

อันนี้มีความหมายกับเรามาก เพราะเราอ่านหนังสือเรื่อง The Bronze Horseman มา เป็นนิยายน้ำเน่าสมัยสงครามโลกของหญิงสาวรัสเซียกับหนุ่มหล่อ ที่แบบโอ้ย หนังสือเล่มยาวเกือบ 700 หน้าได้ เราอ่านจบภายใน 2 วันแบบไม่หลับไม่นอน เอาจริงก็ไม่รู้ทำไมหนังสือชื่อนี้ จำไม่ได้แล้วว่าเค้าเจอกันครั้งแรกที่นี้หรอ จำได้ว่าไม่ใช่นะ แต่ถามว่ารู้ไหมว่าจริง ๆ The Bronze Horseman คืออะไรก็เพิ่งมาอ่านตอนจะเขียนรีวิวเนี้ยละค่ะ

โอเคเข้าเรื่องกันหน่อย อนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราชอยู่ติดกับแม่น้ำเนวา และอยู่ด้านหน้าของโบสถ์เซ็นไอแซค ที่พูดถึงข้างบนนะคะ มีตึกบัญชาการกองทัพเรือ และอาคารเถระสมาคมอยู่ข้าง ๆ และอนุสาวรีย์นี้ก็ตั้งอยู่กลางสวนสีเขียวขนาดใหญ่ที่มีคนมานั่งเต็มไปหมดในช่วงฤดูร้อนที่เราไป 


DAY 4 – Peterhof

วันที่ 4 เราให้ทั้งวันเป็นวันที่ไ Peterhof ไม่ไปที่นี้คงจะไม่ได้ และจริง ๆ ก็ไปไม่ยากอย่างที่คิดเลยค่ะ อย่างแรกคือตอนเดินเล่นแถว Hermitage ให้เดินตรงแม่น้ำ มันจะมีเหมือนท่าเรือ และป้ายว่าไป Peterhof อยู่ เราหามาแล้วหาจะแบบ hydrofoil เค้าบอกไม่ค่อยเมาเร็ว และสะดวกด้วย ยิ่งเงินรัสเซียไม่แพง อยู่ที่ 1000 rubles  ไปกลับ คิดเป็นเงินบ้านเราก็แค่ 500 เองค่ะ ไปกลับด้วย หลาย ๆ คนที่เราอ่านเดินทางแบบรถบัส หรือรถใต้ดิน เราไม่ไปแบบนั้นเพราะรู้สึกยุ่งยาก เสียเวลา และเหนื่อย ยิ่งเงินตก ไปไหนก็ถูก เลยเอาแบบนี้ เราเอาแบบสบายค่ะ

อันนี้เอาแผนที่มาจากเว็บนะคะ อ่านง่ายมาก รูปซ้ายบอกชัดเจนว่าขึ้นเรือตรงไหน มันมีหลาย Pier  อยู่แต่อันนี้ชัดเจน หาง่าย เพราะอันแรกเลย จะเห็นพนักงานใส่เสื้อสีส้มช่วยเหลืออยู่ พูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ ซื้อตั๋วตรงนั้นได้เลย เค้าก็จะบอกว่าเออมีเวลาไหนที่ว่างบ้าง สามารถซื้อข้ามวันได้เผื่อว่าใครเดินผ่านไปแถวนั้นและอยากได้เงลาดี ๆ พอถึงเวลาก็ขึ้นเรือ เพราะถึงที่หมายแล้วก็จะมาจอดหน้าพระราชวัง Peterhof เลยค่ะ จะมีให้ซื้อตั๋วเข้าตรงนั้นเลย ราคา 1000 rubles นี้ไม่ร่วมค่าเข้าวังนะ

ท่าเรือที่ Peterhof ตอนถึงแล้วจะเป็นหน้าตาแบบนี้ อันนี้เราถ่ายตอนขากลับ ข้างหลังเราจะเป็นวังค่ะ

นี้คือหน้าตาของเรือค่ะ บอกไม่ถูก ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ขับนุ่มมาก ไม่เมาเลย

พอออกมาจากเรือ ก็จะมีคนมาเข้าแถวซื้อตั๋วเข้า เพราะมีอยู่ทางเดียว ต้องซื้อค่ะ พอซื้อเสร็จ ก็เดินเข้ามาเรื่อย ๆ จะตรงมาน้ำพุอันแสนอลังการ ชื่อว่าน้ำพุ Samson Fountain เป็นดาวเด่นของที่นี้เลยก็ว่าได้ จะมีรูปปั้น Samson ซึ่งเป็นนักบุญง้างปากสิงโต เป็นสัญลักษณ์ของรัสเซียทีมีชัยชนะต่อสงครามระหว่างสวีเดน น้ำพุสูงและแรงมาก ส่วนตัวคิดว่าชอบกว่าที่ versailles อีกค่ะ เข้าไปใกล้ ๆ ที่มีแอบเปียกเล็กน้อยด้วย 555

แนะนำว่าอย่าไปช่วงฤดูหนาวนะคะ รัสเซียฤดูหนาวมันหนาวไปเที่ยวไม่สนุก เดินไปไหนก็อยากเข้าตึก และที่สำคัญวังไม่เปิดน้ำพุด้วย ดูเศร้า เงียบ และไม่ฟิยเลย ยอมมาฤดูร้อนดีกว่า เพราะร้อนนางก็กำลังสบาย ๆ วัน ๆ ก็ยาวด้วย พระอาทิตย์กว่าจะตกก็ 4 ทุ่ม รู้สึกปลอดภัย ไม่น่ากลัว คนเยอะหน่อย แต่คึกคักดีค่ะ

ดูคนนนนนน ตอนแรกเข้ามาตกใจมาก แบบเยอะมากอะ

 

เบื่อถ่ายรูปน้ำพุทะเลาะกับคนแล้วก็เดินมาตรง  Garden ที่ใหญ่มากของนาง คือเรากับเพื่อนตามสาบขี้เกียจ ก็ไม่เข้าวังอีกแล้วค่ะ555 คนเยอะ เห็นแล้วขี้เกียจต่อแถวมาก เลยไปนั่งถ่ายรูปใน Garden

ถ่ายอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาไล่ค่ะ เพิ่งรู้ว่าห้ามเดินเข้าไปบนหญ้า แต่คนก็ยังทำอยู่ดี เราเห็นเค้าทำเราก็ไม่รู้ว่าเดินไม่ได้ พอถ่ายรูปและเดินเล่นไปมาเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาขึ้นเรือกลับค่ะ ตอนซื้อตั๋วขามา เค้าจะให้ระบุเวลาเลยว่าจะกลับกีโมง

ระหว่างทางออกไปตรงท่าเรือเพื่อกลับเมือง ก็จะเห็นวิวทะเล Baltic สวยๆแบบนี้ค่ะ

มีคนนั่งเล่นกันด้วย ไม่รู้คือคนแถวนี้ หรือนักท่องเที่ยวเหมือนเราๆ

มีการแอบถ่ายรูปก่อนกลับด้วย 555 เอาให้คุ้ม ทั้ง Garden สีเขียว และทะเลสีฟ้าอ่อน

หลังจากนี้เราก็เดินทางไปอีกเมืองค่ะ คราวนี้เข้ายุโรปกันแล้ววว เราจะเดินทางนั่งรถไฟของรัสเซียไป Tallinn ประเทศ Estonia ที่เมื่อก่อนแล้วจริง ๆ เคยร่วมอยู่ใน USSR  หรือสหภาพโซเวียตนี้เอง แต่ตอนนี้ได้แยกออกมา และเป็นหนึงประเทศ EU ด้วยกันกับ Latvia และ Lithuania 3  ประเทศนี้ได้ชื่อว่า The Baltic Countries ค่ะ เพราะติดอยู่กับทะเล Baltic นั่นเองง การเดินทางค่อนข้างน่ากลัวมาก เพราะรถไฟที่ไปทั้งเก่า ช้า สกปรก ไม่เหมือนที่นั่งมาจากมอสโกเลย ไม่ได้ Research มาก่อน รู้สึกว่าพลาดมาก ๆ แต่ก็ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ และที่สำคัญได้ STAMP รูปรถไฟใน Passport ด้วย น่ารักมาก ๆ เป็นอันแรกเลย เพราะได้ข้ามประเทศจากรัสเซียเข้ายุโรปโดยไม่ได้บิน แต่นั่งรถไฟเอาค่ะ เดียวจะมาเล่าเรื่องแบบละเอียดในโพสต่อไปน้าาา ติดตามกันนะคะ


เรียบเรียงโดย

Comments

comments