ชีวิตหลัง “เรียนจบ” และปัญหาของเด็กจบใหม่

ทุกคนคงรู้ว่าปีนี้เรา เรียนจบ แล้ว ในที่สุด 4 ปีในรั่วมหาลัยก็จบสิ้นลง แบบง่าย ๆ งง ๆ แต่พอมาวันนี้ที่ทำงานเพิ่งผ่านโปร เราเลยอยากมาแชร์ความรู้สึกที่ย้อนกลับไปดูการเดินทางที่บังคับให้เราต้องโต และเข้มแข็งขึ้นกัน กับบทความอันนี้ที่จะพูดถึงชีวิตหลัง “เรียนจบ” ความเปลี่ยนแปลงที่คิดว่าพร้อมแต่จริง ๆ ก็ไม่ และความรู้สึกที่มี ความคิดที่คิดได้ในแต่ละปัญหาที่เจอกัน…

INTERNSHIP

ในปีที่ 4  เทอมสุดท้ายก่อน เรียนจบ เราได้มีโอกาสสมัครไปเป็นนักเขียนให้ startup  แถวบ้านที่ตั้งอยู่แถวอารีย์ เพื่อนเราเคยสมัครและบอกว่าลองไปดูสิ แกอาจจะชอบก็ได้ ยิ่งใกล้ ๆ บ้านด้วย เราก็แบบเออเทอม  2 เรียนไม่กีตัว เบื่อก็เบื่อ ลองก็ได้ เดียวอยู่บ้านแล้วฟุ้งซ่านเนอะ

พอสมัครไปก็ได้เริ่มทำที่นี้ ความรู้สึกตอนนั้นคือดีใจมากที่ได้มาทำ และไม่ได้ไปลองทำที่บริษัทใหญ่ ๆ เพราะนอกจากจะเจอเพื่อนที่ดี และอีกมุมมองเกี่ยวกับโลกออนไลน์แล้ว ยังทำให้เราอยากเปิดเว็บเป็นของตัวเองด้วย ทำให้เราได้มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่อง WordPress และ design ต่าง ๆ และที่สำคัญ ทำให้เรารู้ว่าเราชอบด้านนี้ ตอนสมัครไปจริง ๆ ก็ไม่คิดหรอกว่าจะต้องชอบทางนี้ แต่รู้ว่าเออเราชอบเล่นเน็ต ชอบเขียน ลองดูไม่เสียหาย และก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะเรารู้เลยหลังเรียนจบว่าอยากทำอะไรประมาณนี้  digital media/marketing อะไรที่เป็น online platform และไม่ใช่ traditional advertising ต้องขอบคุณ ShopSpot และพี่ ๆ โดยเฉพาะพี่ปอ CEO ที่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้านเลย

LAST CLASS

ความรู้สึกตอนนั้นคือ พร้อมแล้ว อยากออกแล้ว เบื่อแล้วกับการต้องมานั่งเรียน รอเวลาสอบ เข้าห้องสอบและเขียนแม่งทุกอย่างที่คิดได้ รู้สึกว่าอิ่มตัวและพร้อมที่จะไปเจออะไรใหม่ ๆ ความรู้สึกเดียวกันกับตอนอยู่มัธยม และอยากไปสังคมใหญ่ เปลี่ยนไปที่ใหม่ ๆ ดู

เราจบจากภาคอินเตอร์ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราจบเกียรตินิยมอันดับ 1 และเราเป็นประธานรุ่น 

ถ้าบอกเราแบบนี้ในวันแรกที่เห็นชื่อตัวเองในหลายชื่อคนที่ได้เข้าเรียน และรู้ว่าติดจุฬา เราคงไม่เชื่อว่าจะทำได้ แต่พอทำจริง ๆ ก็ทำได้ ในบางครั้งก็รู้สึกว่า ทำไปทำไหมวะ มันก็เป็นแค่ชื่อ เป็นแค่ยศ แต่ไม่ได้ชี้วัดคุณภาพและประสิทธิภาพของเราพอต้องออกมาหางานเลย ไม่มีใครสนใจว่าได้เกรดอะไร ไม่มีใครสนใจว่าช่วยรับน้องไหม ไม่มีใครสนใจว่าเรียนอะไรและยากแค่ไหน แต่ทุกอย่างที่เราทำ เรารู้ของเราเอง ถ้าจะมัวมาให้คนอื่นภูมิใจ ชีวิตนี้คงไม่มีความสุข และก็ไม่มีความสุขจริง ๆ ถ้าต้องมารอให้คนนั้นคนนี้มาเห็นคุณค่าทุกอย่างที่ทำ ไม่มีใครสนใจ เพราะทุกคนก็มีเรื่องตัวเองให้คิด ถ้าจะทำ อย่าทำเพื่อให้คนอื่นภูมิใจ แต่จงทำให้ตัวเองภูมิใจ และเป็นการย้ำตัวเองว่า

ถ้าเราพยายาม และใส่ใจกับมันจริง ๆ อย่างสม่ำเสมอ อะไรเราก็ทำได้ทั้งนั้น

GRADUATION

ปัญหากับรูป “เรียนจบ”

เรา proudly present  รูปนี้มาก เพราะเป็นรูปเซตเดียวที่ได้จากช่างกล้องหลังวันงาน เป็นเหมือน demo ก่อนได้ทั้งเซต เรารอไปหลายอาทิตย์ จนเพื่อนคนอื่น ๆ เริ่มลงรูปกันในเฟส ก็เลยถามช่างกล้องว่าเมื่อไหร่จะได้ นางก็บอกว่าเออเป็นคิวนะ แต่ใกล้เราแล้ว โอเคเราก็รอ แต่ถามจริง ๆ ก็เริ่มเซ็ง เพราะมันนานจนรู้สึกเหมือนไม่อินละ แต่ทันทีที่ถึงตาคิวรูปเรา คอมนางดันพัง แบบไฟช็อต ประมาณว่ารูปหายหมด ไม่ได้ backup เอาไว้ (even though he has only one job..) และก็แสดงความรับผิดชอบโดยการคืนเงินให้

เอ้… ความรู้สึกที่เสียไปเทียบไม่ได้เลยกับเงินที่คืนมาให้ จริงๆ คืนมาเพิ่มยังไม่พอเลย มันเป็นโมเม้นนั้นที่หายไปแล้ว เรานัดคนมาวันเดียวด้วยไง เพราะขี้เกียจถ่ายหลาย ๆ วัน วันนี้รู้ซึ่งแล้วว่าไม่ควรขี้เกียจ เพราะถ้ามีอะไรผิดผลาด คือไม่มีวันหวนกลับมาวันสำคัญแบบนี้ได้แล้ว รูปคือมีประมาณ 15-20 ภาพ ส่วนใหญ่เป็นรูปกับครอบครัว ก็ยังดี แต่เพื่อนที่อุสามาวันนั้น ที่เค้าผ่านฝนผ่านแดดมาหาเรา ไม่มีจ้า และวันนั้นที่พี่สาวซื้อลูกโป่งมาซะใหญ่อลังหารก็กลายเป็นไม่มีเก็บไว้เลย เสียความรู้สึกมาก ๆ และร้องไห้ไปแล้ว

เราจำได้เลยว่าโทรหารุ่นพี่คนหนึง เพราะตอนแรกจะให้เค้าถ่ายรูปให้เรา แต่ด้วยความอยากลองคนถ่ายใหม่ ๆ เลยไม่ได้ให้เค้าถ่าย ตอนนั้นโทรไปร้องแบบรู้สึกเจ็บใจ เฟลมาก ทำไมก่อนหน้านี้คนที่ถ่ายให้ก็ปัญหาเยอะเรื่องแต่งรูป พอเปลียนคิดว่าจะไม่ต้องเจอปัญหาแล้ว ก็มาเจอแบบแย่กว่าเดิม ประมาณว่าไม่มีรูปให้เลย เค้ามีสติมาก เค้าใจเย็นและพูดดีมาก เค้าบอกว่า รู้ว่าเซ็ง แต่ให้จำไว้ว่าสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่รูป แต่อยู่ที่โมเม้นนั้น ที่คนที่เค้าแคร์และรักเรา มาร่วมแสดงความยินดี และมาหาเรา การที่ไม่มีรูปไม่ได้แปลว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น เลยอยากจะจดจำเอาไว้เป็นความรู้สึกดี ๆ และยังไงเราก็คิดไว้แล้วว่าจะถ่ายรูปอีกรอบ เป็นรูปนอกรอบ และใครที่มาได้ก็อยากให้มา <3

หางาน

เราสอบเสร็จตั้งแต่เดือน 5 และตั้งใจไว้ว่าเดือน 7 จะไปเที่ยวทั้งเดือน คิดว่าถ้ากลับมาหางานอาจจะชิวไป อยากหาเลยตอนรอไปเที่ยว ก็เลยเริ่มลอง พอจะรู้แล้วว่าอยากทำประมาณ digital marketing/media และรู้ว่าอยากลองทำงานประจำ ถึงเด็กสมัยใหม่จะไม่อยากทำ ไม่ชอบนั่งหน้าคอม และรอวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ทำให้คนหันไปทำ Freelance  เยอะ แต่เราอยากมีความเป็น routine หน่อย หลังจากฟรีมานานในรั่วมหาลัย อยากนอนเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ตื่นเต้นกับวันเสาร์อาทิตย์ และที่สำคัญ อยากทำงานในที่ทำงานจริง ๆ

ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะทำ Agency  เล็ก ๆ ที่ใช้งานโหด ๆ แต่ได้ความรู้เร็ว หรือทำงานบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีคนมากมาย และมาตรฐานกว่าดี เราเลยลอง search  ดูและก็ส่งเมลไปแบบงง ๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ที่หนึงที่ดูเค้าสนใจในตัวเรา เราก็เลยดีใจ ไปลอง interview  ดู ตอนแรกคิดแล้วว่าคงไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีอะไร offer  เค้าเลย แต่อได้จริง ๆ แล้วเค้า  offer เงินเดือนให้มากกว่าที่ขอ รู้สึก on top of the world รู้สึกเท่ รู้สึกเก่ง รู้สึกว่าโอ้โหชีวิตไม่ได้ยากขนาดนิ คือไม่รู้อะไรจริง ๆ 5555 นี้แค่เริ่มต้น

เราหางานและได้งานภายใน  2 อาทิตย์ หลังจากนั้นเราบินไปเกาหลี และก็กลับมาอีกอาทิตย์หนึงก่อนบินไปยุโรป 1  เดือน พอหลับมาจากยุโรป ยังไม่ทันหายเหนื่อยก็ต้องไปทำงาน รู้สึกงง ๆ เครียด ๆ ตึง ๆ จากเที่ยวแฮปปี้ แบบไร้ความกังวล กลายมาต้องทำงานหน้าคอม ลองผิดลองถูก โดนว่า และโดนกดดัน

ปัญหาของเด็กจบใหม่ กับการหางาน

เรารู้สึกว่าปัญหาของเด็กจบใหม่สมัยนี้มีอยู่ไม่กีอย่างที่พบเจอบ่อย ๆ ในที่สุดก็กลับมาเรื่องเดียวกัน นั้นก็คือ:

“ความอดทนต่ำ”

หลังจากที่เราดูวีดีโอนี้และพูดคุยกับเพื่อน เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่จริงมาก ในสังคมที่ทุกอย่างได้มาง่าย ๆ ทุกอย่างทำงานด้วยคามเร็วสูง อะไร ๆ ก็รู้สึกว่าต้องเห็นผลได้ทันที เรามีความเคยชินกับ instant gratification หรือที่เค้าเรียกว่า ความสมหวังที่รวดเร็ว ทันทีทันใด ลงรูปก็ได้ไลคเลย ซื้อก็ได้ของเลย search  ก็ได้คำตอบเลย ไม่มีการรอ ไม่ต้องใช้ความพยายาม เพราะมีคน serve มาให้ถึงที่ ไม่ว่าจะเป็น technology หรือการเลี้ยงดูของครอบครัว เราว่ามันจริงมาก ๆ ที่สมัยนี้ คนเราพอมีปัญหา ก็มักจะเปลี่ยน ไม่ก็ซื้อใหม่ แต่ไม่เคยที่จะซ่อม หรือแก้ไขปรับปรุง ถ้าใครว่างเราอยากให้อ่านบทความนี้ที่เราว่าดีมาก ๆ ถูกทุกอย่างเลยจริง ๆ

We want the façade of a relationship, but we don’t want the work of a relationship. We want the hand holding without the eye contact, the teasing without the serious conversations. We want the pretty promise without the actual commitment, the anniversaries to celebrate without the 365 days of work that leads up to them. We want the happily ever after, but we don’t want to put the effort in the here and now. We want the deep connection, while keeping things shallow. We long for that world series kind of love, without being willing to go to bat.

เราว่ามันจริงมาก ๆ เราอยากได้ความสำเร็จ เราอยากได้ finished product แต่เราไม่คิดถึงความลำบากที่ได้มันมา

เราไม่อดทนที่จะสู้ และนั้นคือเหตุผลที่เราไม่มีความสุข เพราะเรามัวแต่คิดว่า “เมื่อไหร่จะได้” แทนที่เราจะถามตัวเองว่า “และเมื่อไหร่จะทำ”

เราไม่เคยคิดเลยว่าความสำเร็จ ที่มันไม่ได้กันทุกคนก็เพราะว่ามันต้องใช้ความพยายา และใช้เวลา จะมาเรียนจบและงานแรกได้เลย มันไม่ได้ จะเรียนจบและเดือนแรกได้เงินเดือนแสนหนึงเลยมันก็ไม่ได้เหมือนกัน เราอยู่ในโลกที่ชอบเปรียบเทียบกัน คนนั้นเจ้านายดี คนนี้โต๊ะทำงานใหญ่ แต่ไม่ได้คิดเลยว่าจุดมุ่งหมายในระยะยาว ทำไปเพื่ออะไร คิดแต่ว่าวันนี้ฉันต้องสบาย วันนี้ฉันต้องมีคนยอมรับ วันนี้ฉันต้องเก่ง และพอไม่ได้อย่างใจ ก็เฟล ก็โกรธ ก็นอยด์

งานคืองาน ทุกงานมีความสำคัญไม่งั้นเค้าคงไม่จ้างเรา แต่น้อยคนจะเห็นความสำคัญ ตอนที่สมัครมาก็สมัคร แต่พอมาทำจริง ๆ ก็รุ้สึกเบื่อ อยากทำอะไรที่มี value มี purpose ที่เข้าใจได้ แต่ถ้าเราไม่  start from the bottom และมันจะมี value หรอ เราต้องเริ่มจาก 0 เพราะ nothing worth having comes easy

ในวีดีโอข้างบน คนที่พูดบอกว่าตอนเค้าถามเด็กรุ่นใหม่เมื่อเริ่มทำงานว่า how’s your job? เด็กรุ่นใหม่มักจะพูดถึงการลาออก ซึ่งเรารู้สึกว่ามันจริงมากกก เพื่อนเราทุกคนที่เราเห็น ลาออกจากที่ทำงานที่แรกกันหมด พอถามต่อไปว่าทำไม คำตอบส่วนใหญ่จะอยู่ไม่ไกลไปจากจุดที่ว่า “I feel like I’m not making an impact” รู้สึกตัวเองไม่มีค่า และไม่มีความสำคัญในงานที่ทำ ไม่มี job satisfaction ในวีดีโอเค้าล้อเล่นกันว่า แต่เธออยู่ที่นี้แค่ 8 เดือนเอง และผู้คนฟังก็หัวเราะกัน แต่ในคามเป็นจริงคือ เพื่อนเราบ่นกันตั้งแต่อาทิตย์แรก มีบางคนวันแรกยังบอกจะออกเลย ไม่ต้องรอ 8 เดือนก็ได้

เค้าถึงได้พูดต่อว่า เด็กรุ่นใหม่เห็นแต่ยอดภูเขา แต่ไม่เห็นภูเขา มันไม่สำคัญว่าเราจะขึ้นภูเขาไปได้เร็ว หรือช้า แต่มันมีภูเขาและปัญหาที่เราต้องผ่านไปอย่างแน่นอน สิ่งหนึงที่เราต้องมีตลอดการเดินขึ้นภูเขาและปัญหาเหล่านี้คือ PATIENCE  หรือความอดทน และการรอ รอที่จะให้ความสำเร็จ และความพยายามของเราเกิดเป็นผล ที่งอกเงยออกมาเพื่อนำทางให้เราไปข้างหน้า ทุกสิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นความรัก ความสัมพันธ์ หรือความพอใจในงานที่ทำ ต้องใช้ เวลา 

หลังผ่าน “ช่วงโปร” งานแรกของชีวิต

ในวันนี้รู้สึกว่าเราผ่านมันมาได้แล้วช่วงแรกที่หิน แต่ยังมีที่หินและความท่าทายที่จะมีแต่จะเพิ่มขึ้น เหมือนตอนอยู่มหาลัยที่คิดว่าโห สอบนี้หนักแล้ว มาทำงานนี้หนักกว่า ยังไงหรอ เหมือนต้องส่งงานfinal project ทุกวัน มีลูกค้าต้องคอยดูแล มีเจ้านายต้องคอยทำผลงานให้ดู และมีเงินที่ต้องหา และความสำเร็จที่ต้องสร้าง ทุกอย่างจะเริ่ม  advance ขึ้นเป็นเลเวลไป ๆ และความรับผิดชอบจะมากขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้าวันนี้รู้สึกท้อ เราพยายามจะบอกตัวเองให้กลับไปดูวันแรก อาทิตย์แรกที่ทำงาน ที่ไปทำงานทุกวันด้วยความกลัวว่า เชี้ย วันนี้กูจะโดนด่าไหม วันนี้จำอะไรผิดไหม วันนี้เค้าจะคิดไหมว่ากูไม่เหมาะ และจะโดนให้ออกไหม พอเราผ่านจุด ๆ นี้ และรู้หน้าที่เรา รู้ว่าทำยังไง รู้ว่าปัญหาที่มีจะเป็นประมาณไหน สิ่งที่เราได้คือ ประสบการณ์ และความมั่นใจที่มีมากับการใช้เวลาทำอะไรไปเรื่อย ๆ

งานเป็นอะไรที่แล้วแต่วัน บางวันดีก็ดี บางวันไม่ดีก็แบบโอยไม่อยากทำแล้ว แต่นั้นละคือการเรียนรู้ และนี้คือโลกแห่งความเป็นจริงที่เราต้องปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา อย่ายอมแพ้ ทุกอย่างที่ทำ ให้รู้ว่า  we’re going somewhere


เรัียบเรียงโดย ohmissannabella.com

Comments

comments